กระจกเงา...สิ่งที่สะท้อนตัวเราอีกคนนึงออกมา

 

 

 

 

 

 

 

เช่นเดียวกันความรัก...

 

 

 

 

 

มีทั้งด้านที่แสดงให้เห็นถึงตัวตนแท้จริง

 

 

 

 

 

และอีกด้านที่เป็นเพียงแค่เงา...

 

 

 

 

 

 

เงาที่ไม่มีชีวิต...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มีเพียงแค่...ความเหมือนจริงที่หลอกลวง!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

.

 

 

 

.

 

 

 

..

 

 

 

 

 

 

หากใครบอกว่ายามมีความรักจะทำให้เราดูเปล่งปลั่งและมีชีวิตชีวา  ในยามนี้ลีทงเฮคงเป็นคนมีความรักที่มีชีวิตเลวร้ายที่สุด  ถึงได้มีใบหน้าหม่นหมองเช่นนี้...

 

 

 

 

จะว่าเป็นช่วงเตรียมสอบที่ต้องเร่งอ่านหนังสืออย่างหักโหมของนักศึกษาชั้นปีสี่ที่ใกล้จะเรียนจบก็ไม่ใช่  แต่ทงเฮกลับเปิดหน้าบทเรียนเอาไว้แล้วนั่งเหม่อมองมันอยู่อย่างนั้น แม้ว่าสายตาและจิตใจจะไม่ได้ซึมซับถึงเนื้อหาในหนังสือเลยก็ตาม 

 

 

 

“เอ๊ย!..นั่งเหม่ออยู่ได้  เป็นบ้าไรอีกเนี่ย~” 

 

 

 

และแล้วเพื่อนซี้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะไม้ในห้องสมุดที่สงบเงียบ ก็ต้องเคาะโต๊ะเรียกให้สติทงเฮคืนกลับมา แล้วก็ดูจะได้ผลเพราะร่างเล็กสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะทำเป็นถอนหายใจแรงๆใส่หน้าเพื่อนคล้ายกับว่าฮยอกแจกำลังมาจุ้นจ้านเรื่องของตนเองยังไงอย่างงั้น...

 

 

 

“เปล่า” 

 

 

 

คำปฏิเสธของคนที่ยังทำหน้าบูดไม่เลิก ทำให้ลีฮยอกแจต้องส่งเสียงจิ๊จ๊ะอย่างรำคาญ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถามเจ้าเพื่อนจอมปากแข็งนี้ไปตรงๆ เพราะไอ้อาการแบบนี้น่ะ  ตัวเขาเองสังเกตเห็นมาหลายวันแล้วน่ะสิ

 

 

 

“ชิส์~   ป่าววววววววววววว!! ….ไม่ต้องมาทำตัวเป็นนางเอกละครที่พูดจาตรงข้ามกับการกระทำหน่อยเลยน่า  ดูสภาพแกสิเนี่ย  ทำตัวเป็นมนุษย์ไร้วิญญาณมาหลายวันแล้วคิดว่าฉันดูไม่ออกหรือยังไงห๊ะ!!?”

 

 

 

แล้วพอเจอเพื่อนกระแหนะกระแหนเข้าให้ ก็ทำเอาทงเฮต้องส่งค้อนให้วงใหญ่ แต่ก็ไม่คิดจะเถียงอะไรกลับไป  เพราะทุกคำพูดที่ถูกเพื่อนกล่าวหามาน่ะ...มันเรื่องจริงทั้งนั้นนี่หน่า!!

 

 

 

“ทะเลาะกับแฟนมาใช่มั้ย?” 

 

 

 

ในเมื่อทงเฮไม่ยอมพูด ฮยอกแจจึงถามออกไปตรงๆ แล้วมันก็ทำให้คนที่ถูกถามต้องทำตาโตด้วยความตกใจ ก่อนที่จะแสร้งปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง แต่ก็ดูจะไร้ประโยชน์เพราะฮยอกแจจับผิดการกระทำและรู้ทันไปเสียหมด

 

 

“เปล่า!”

 

 

“นี่!...ช่วยเก็บคำนี้เอาไปพูดไกลๆได้ป่ะ  คนอุตส่าห์เป็นห่วงอยากจะช่วยรับฟังปัญหา เดี๋ยวฉันก็ปล่อยให้แกเฉาตายไปจริงๆซะเลยดีมั้ยห๊า!~”

 

 

ในเมื่อคิดหวังดีแต่กลับถูกเพื่อนรักคิดแต่จะหลีกหนี ฮยอกแจจึงทำหน้าเซ็งใส่ก่อนจะพูดเสียงแจ๋วๆใส่หน้าทงเฮด้วยท่าทางงอนๆพลางสะบัดหน้าหนี  จนทงเฮต้องเปลี่ยนจากท่าทางเฉยเมยมาเป็นแววตาอ้อนๆแล้วมือดึงเพื่อนเข้ามากุมไว้อย่างง้อๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ

 

 

“ก็มันเปล่าจริงๆนี่หน่า!  ไม่ได้ทะเลาะกันหรอก  เพียงแต่ว่า....ฉันรู้สึกว่าเขาแปลกๆไป”

 

 

“แปลก?”

 

 

เมื่อฟังคำพูดของเพื่อนแล้วก็ทำให้ฮยอกแจก็ต้องเลิกคิ้วสูงท่ามกลางความสงสัย พร้อมทั้งเอ่ยย้ำกลับไป แล้วมันก็ทำให้ทงเฮพยักหน้ารับก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความอ่อนล้าในจิตใจได้เป็นอย่างดี

 

 

 

“อืม...ก็เดี๋ยวนี้เขาไม่เหมือนเดิม  ไม่ได้เจอหน้ากันมาตั้งหลายวันแล้ว  โทรหาก็ไม่ค่อยโทรเหมือนเดิม พอโทรไปก็ไม่ว่างคุย  ฉันเลยกำลังคิดว่า....”

 

 

 

 

 

“.....”

 

 

 

 

 

“เขากำลังมีคนอื่น!”

 

 

 

 

 

 

“เฮ๊ยยย.....บ้าน่า!!”

 

 

 

 

ฮยอกแจตะโกนออกไปอย่างลืมตัว จนทำให้คนในห้องสมุดต้องหันมามองเป็นตาเดียว และเมื่อรู้ตัวว่ากำลังทำเสียมารยาทก็ต้องยิ้มแก้เก้อให้แทนคำขอโทษ ก่อนจะหันมาจ้องหน้าเพื่อนตัวเองอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง

 

 

 

“แกจะบ้าหรอ!...คิดมากเกินไปหรือเปล่า”

 

 

 

“แต่ฉันรู้สึกจริงๆนะแก ...ฉันรู้สึกอึดอัดยังไงก็ไม่รู้...ฉันไม่รู้จะทำยังไงดี..”

 

 

 

ทงเฮพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรนผ่านแววตาเศร้าๆจนคนรับฟังก็อดที่จะเห็นใจตามไปด้วยไม่ได้  ตอนนี้ฮยอกแจจึงทำได้เพียงแค่กุมมือเพื่อนเอาไว้แทนการให้กำลังใจ

 

 

 

“อืม..แกแน่ใจหรอว่าแฟนแกทำตัวผิดปกติไปจริงๆน่ะ”

 

 

 

ฮยอกแจเอ่ยถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพร้อมทั้งบีบมือเพื่อนเบาๆ แล้วความอบอุ่นที่ได้รับก็ทำให้ทงเฮสบตาเพื่อนด้วยความรู้สึกที่อยากจะหาคนแบ่งรับความอึดอัด

 

 

 

และระหว่างที่ทงเฮนิ่งเงียบเพราะยังไม่รู้จะเอ่ยสิ่งที่คับอกคับใจออกมาได้อย่างไร  เจ้าโทรศัพท์เครื่องหรูของตนเองที่วางอยู่บนโต๊ะก็สั่นเตือนบอกว่ามีสายเข้า เจ้าตัวรีบหยิบขึ้นมาดูแล้วปากบางจึงคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นชื่อคนโทรมาพร้อมทั้งจะให้ฮยอกแจดู...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

‘คยูฮยอน’

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“รับสิๆ”

 

 

 

 

ฮยอกแจสะกิดเพื่อนให้รีบรับสายเร็วๆ แล้วทงเฮจึงยิ้มกว้างออกมาได้เมื่อเหลือบไปมองนาฬิกาที่แขวนอยู่ตรงผนังห้องสมุดเพราะตอนนี้มันใกล้เวลาที่นัดกับคนรักเอาไว้นี่หน่า... 

 

 

ทงเฮกำลังคิดเข้าข้างตัวเองว่าคนรักคงจะกำลังมารับตามที่บอกเอาไว้เลยโทรหามาหาเช่นนี้  หากแต่เมื่อกดรับสายใบหน้าหวานที่กำลังเปื้อนยิ้มก็ต้องถูกกลืนกินไปด้วยคำพูดจาคนปลายสาย ที่คล้ายกับทำลายความหวังของทงเฮจนหมดสิ้น 

 

 

 

 

แถมยังตอกย้ำกับสิ่งที่ทงเฮกำลังตั้งข้อสงสัยเอาไว้ก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดี...

 

 

 

 

 

 

 

“เอ่อคือ..ผมต้องขอโทษด้วยนะ  ที่วันนี้คงไปดูหนังกับทงเฮตามที่สัญญาไว้ไม่ได้แล้วน่ะ  พอดีว่างานที่เพิ่งส่งอาจารย์ไปต้องเอากลับมาแก้ใหม่ให้ทันส่งวันพรุ่งนี้  ผมขอตัวทำงานให้เสร็จก่อนนะ  แล้วเราค่อยไปเที่ยวกันวันหลังนะครับ ....ไม่โกรธผมนะครับคนดี~”

 

 

 

 

 

 

 

“อืม..ไม่เป็นไรหรอก” 

 

 

 

 

 

 

ไม่ใช่ว่าคำพูดที่ร่างบางเอ่ยออกไปจะออกมาตรงกับใจทุกอย่าง แต่ที่บอกไปเช่นนั้นเพราะเจ้าตัวกำลังอึ้งจนนึกหาคำพูดอะไรไม่ออกต่างหากล่ะ  เพราะหากจะโวยวายกลับไปอีกคนก็คงจะทำเสียงดุกลับมาว่าทงเฮนิสัยเด็กเอาแต่ใจ หรือหากทำอ้อนต่อไปก็คงจะไม่ได้มีอะไรดีขึ้นมาเพราะเขาเคยใช้มันมาหลายหนแล้ว แต่ระยะนี้คนรักกับดูไม่สนใจเอาเสียเลย... 

 

 

 

 

ร่างบางมีสีหน้าเศร้าลงในทันใดที่คนรักวางสายไป  ส่วนเพื่อนรักที่อยู่เคียงข้างในยามนี้จึงทำได้เพียงกุมมือเอาไว้เพื่อไม่ให้เพื่อนตนเองต้องคิดมากไปกว่านี้  ฮยอกแจเข้าใจดีแล้วกับคำบอกของทงเฮก่อนหน้านี้ว่า....คนรักกำลังมีพฤติกรรมน่าสงสัย  หากแต่ตอนนี้เขาเองก็ยังนึกไม่ออกว่าจะหาทางช่วยเพื่อนรักให้หลุดพ้นจากความทุกข์ใจได้อย่างไร 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ทำไมเขาถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้นะ...”

 

 

 

 

 

ทงเฮทำได้แค่พูดกับตัวเองอย่างเหนื่อยใจ  หากแต่ก็ยังไม่สามารถหาคำตอบให้กับคำถามที่ตัวเองเฝ้าสงสัยอยู่ได้เลยว่าเพราะอะไรกัน...คนรักถึงได้ทำตัวน่าสงสัยเช่นนี้ ?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

TBC.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

kimin’z talk  :: งงอะดิ!?  หลายคนคงกำลังงงว่าไรเตอร์คิมิน(มัน)มาอารมณ์ไหน(วะ) ฮ่าๆ ;P

พล็อตเรื่องนี้คิดเอาไว้นานมากแล้วล่ะ ตั้งแต่สมัยแต่ง lovely manager นู้นนน! (นานโคตรรรรร!!)  ด้วยความที่คิดว่าตัวเองเขียนฟิคเบาๆมาเยอะ ถนัดแต่รักหวานแหววจนบางทีก็อาจจะซ้ำซากไปบ้าง = =;  เลยอยากเขียนอะไรที่มันแตกต่างไปบ้าง แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้เขียน จนมาตอนที่แต่ง BS จบ เลยมานั่งคิดว่าจะเอายังไงต่อไปดี  จะเขียนอะไรต่อดี?  และด้วยความที่ฟิคเรื่องนั้นก็ออกแนวเฮฮาเลยคิดอยากเปลี่ยนบ้าง จนในที่สุดก็ตัดสินใจบิ้วต์อารมณ์แต่งอินโทรขึ้นมาจนได้

 

ไม่รู้ว่ากระแสตอบรับจะเป็นยังไงบ้างเหมือนกันนะเนี่ย -*-  แต่ก็อย่าเพิ่งไปกลัวอะไรกับอินโทรมากมาย เพราะเรื่องราวยังไม่ปรากฏเลย ฮ่าๆ  อย่าลืมว่ายังไง ‘คิมิน’ ก็คือ ‘คิมิน’  คงจะไม่ได้สามารถหลุดแนวถนัดไปได้ไกลนักหรอก (ยังไงวะ?!) ไม่อยากสรุปว่าจะเป็นแนวไหน เอาไว้รอตอนหน้าละกันเนอะ  ยังไงก็ขอฝากเรื่องนี้เอาไว้ด้วยน๊า~  ความยาวคงไม่มากนัก อาจจะไม่เกินสิบตอนหรอก   ส่วนตอนหน้าคิดว่าพรุ่งนี้จะเอามาลงต่อให้นะ เพราะคาดว่าคนที่ได้อ่านอินโทรคงต้องตามจิกคิมินแน่นอน T^T

 

ขอกำลังใจด้วยน๊า.....  o( >[]< )o

 

 

 

 ปล. ที่จริงเอาลงไว้ในคิเฮโซนกะเด็กดีบ้างแล้ว แต่อยากเอามาลงเอ็กทีนดูว่าจะมีคนสนใจอ่านมั้ย ยังไงก็ฝากด้วยนะคะ :)

 

Comment

Comment:

Tweet